L8-ฮ่องกง-มาเก๊า-เกาหลี (2)

posted on 30 Jun 2010 22:42 by boynipan directory Fiction, Diary

 

             แล้ววันสัมภาษณ์ก็มาถึง สถานที่นัดพบเป็นสำนักงานแห่งหนึ่งใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

            ด้วยความตื่นเต้น ผมจำได้ว่าไปถึงจุดนัดพบก่อนเวลานิดหน่อยเพื่อเตรียมใจ เวลานั้นยังเช้าอยู่คิดว่าน่าจะได้เป็นคิวต้น ๆ คุยก่อนไปก่อนไม่กดดัน แต่เมื่อพอไปถึงผมกลับคิดผิดคาด มีคิวมารอสัมภาษณ์ก่อนหน้าผมอยู่แล้ว 5-6 คิว ผมจ้องมองผู้ถูกสัมภาษณ์แต่ละคนด้วยความอึ้งและตะลึงเล็กน้อย แต่ละคนหน้าตาดี ผู้ชายคนนั้นก็ดูดี ผู้หญิงคนนี้ก็น่ารัก ผมได้แต่หวังในใจเล็ก  ๆ ว่าผมเองก็คงจะถูกจัดให้เป็นหนึ่งในนั้น แต่เท่าที่สังเกตสำหรับผมเองแล้วผมว่าผมน่าจะไปเป็นฐานสำหรับพวกเขาเสียมากกว่า

            ชั่วแวบหนึ่งรู้สึกได้ถึงอาการ ‘น้ำตาตกใน’ แต่ไม่มีใครเห็น ได้แต่ยืนให้กำลังใจตัวเองในมุมเงียบ ๆ เพียงลำพัง

            เท่าที่เห็น สำหรับขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้ดูจะไม่ยุ่งยาก  ทางคณะกรรมการจะเรียกผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าห้องทีละคนตามลำดับก่อน - หลัง  แต่ละคนจะถูกเช็คชื่อและเรียกตัวให้เข้าไปในห้องประมาณ 10 - 15 นาที ไม่มีใครรู้ว่าภายในห้องนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่บรรยากาศภายนอกที่ดูมาคุ ทำให้จินตนาการไปถึงห้องสอบปากคำในหนังสืบสวนที่เคยดู ใบหน้าของผู้ที่เดินออกมาไม่สามารถบ่งบอกอะไรสำหรับสิ่งที่อยู่ภายในได้เลย

            มีแต่ ‘ความหวัง’ ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในดวงตาที่ชัดเจน

            ถึงตาผมแล้ว พี่คนหนึ่งเดินมาหาผมแล้วเชื้อเชิญให้เข้าในห้อง การรอที่ผ่านมานั้นทรมาน ร่างกายของผมบอกกับผมอย่างนั้น อาจเป็นเพราะบรรยากาศโดยรอบด้วย ทุกคนที่อยู่ข้างนอกแสดงออกถึงความตื่นเต้น เคร่งเครียด  และคิ้วชนกันตลอดเวลา เปรียบเทียบกับสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์เสร็จแล้วราวกับหนังคนละม้วน

            ‘หรือห้องนั้นจะเป็นห้องปลดทุกข์ที่ใครได้เข้าไปแล้วทุกข์นั้นจะหายไป?’ ผมได้แต่หายใจแรง ๆ และหวังให้เป็นเช่นนั้น

            ‘ได้เวลาที่ผมจะไปปลดบ้างแล้ว!!’

            ผมก้าวเข้าประตูอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าที่มั่นใจ ภายในห้องมีโต๊ะประชุมรูปตัวยูเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางห้อง กรรมการ 6 คนนั่งรออยู่รอบนอก แต่ละคนมีไมค์ตัวเล็ก ๆ ตั้งตระง่านอยู่เบื้องหน้าของตน  บนโต๊ะมีเอกสารรายละเอียดของผู้สมัครวางอยู่ตั้งใหญ่ โดยมีเก้าอี้ของผู้ถูกสัมภาษณ์ตั้งอยู่ระหว่างโค้งรูปตัวยูนั้น

            รอยยิ้มคือสิ่งแรกที่ผมแสดงออก ตามด้วยการทักทายในแบบไทย ๆ พร้อมกับพนมมือ

            “สวัสดีครับ!

            ในวันนั้นผมแทบจะไม่รู้เลยว่ามีใครบ้างที่มาสัมภาษณ์ แต่ละคนเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่รอช้า คณะกรรมการแต่ละคนแบ่งกันถามผมคนละ 1 หรือ 2 คำถาม เป็นคำถามง่าย ๆ ทั่ว ๆ ไป เช่น อายุเท่าไหร่, เรียนที่ไหน, ทำงานหรือยัง, รู้ข่าวการสมัครมาจากช่องทางใด โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ ฯลฯ แต่คำถามนั้นรัวราวกับผมตกอยู่ในดงกระสุนในสนามรบ

            ในทุกคำถาม ผมพยายามทำตัวกระตือรือร้นเสมอ ผมพอรู้เทคนิคในการสบตาคนเพื่อดึงความสนใจ อยู่นิ่ง ไม่ทำตัวหลุกหลิก และไม่ลืมที่จะทำตัวร่าเริงเกินกว่าเหตุนิดหน่อยตามที่ได้ซ้อมไว้ก่อนหน้านี้

            คำถามถูกถามมาเรื่อย  ๆ มีคำถามหนึ่งที่ลงลึกหน่อยก็เห็นจะเป็น “ใน 3 ที่นี้ คุณอย่างไปที่ไหนมากที่สุด เพราะเหตุใด?

            และคำตอบที่แทบจะสวนกลับในทันทีโดยไม่ต้องคิด ก็คือ “เกาหลีครับ สาเหตุเพราะที่นั่นมีหิมะ และผมอยากจะเห็นมัน!!

            แม้เป็นคำตอบที่กระชับฉับไว แต่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้นกับทางคณะกรรมการเป็นพิเศษ ทุกคนภายในห้องนั่งเงียบ ไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาเป็นพิเศษ เหตุผลนี้อาจจะซ้ำกับใครหลายคนที่มาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ ใครหลายคนที่มีความฝันอยากเห็นหิมะเย็น ๆ เหมือนกัน ณ จุดมุ่งหมายปลายทางที่เดียวกัน  

            ‘ความฝัน’ ที่ไม่เคยมีใครขอจดสิทธิบัตร

            ระหว่างนั้น คณะกรรมการก็เขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษตรงหน้า และไม่นานการสัมภาษณ์ก็จบลง

            “จากผู้ผ่านการคัดเลือก 300 คน จะถูกคัดผู้โชคดีเหลือ 30 คนนะคะ ถ้าคุณผ่านรอบนี้เราจะติดต่อคุณอีกครั้งหนึ่ง ขอให้โชคดีค่ะ” ใครสักคนหนึ่งในนั้นพูดขึ้น

            และเราทั้งหมดก็จากกันด้วยรอยยิ้ม ผมกล่าวคำขอบคุณและลุกขึ้นยืนอย่างมั่นใจ ผมเชื่อว่าในช่วงที่ผ่านมาผมตอบคำถามได้ดี มีเคอะเขินบ้างแต่ไม่มาก น่าจะถูกตาต้องใจใครซักคนหนึ่งได้ไม่ยาก

            ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย อุปสรรค์ช่างมีมากมายเหลือเกิน ในขณะที่เดินออกมาผมพลางนึกในใจ  “นี่การคัดเลือกยังไม่จบอีกหรือ?

            คำตอบที่ได้จากใบหน้ากรรมการทุกคนในนั้นบอกกันเป็นเสียงเดียว คือ ใช่!!
 
 
 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

Comment

Comment:

Tweet

น้ำตาตกใน
จริงๆ
ไม่มีใครเห็น

#1 By GotACurvedSword on 2012-08-23 01:13