ผมเริ่มต้นการชิงรางวัลครั้งใหม่นี้โดย ผมเริ่มต้นหาคำตอบในข้อแรกก่อน ผมลองนึกเล่น ๆ ถามตัวเองว่าการจะวางแผนท่องเที่ยวในสไตล์ของเราเองนั้น ‘เราจำเป็นต้องรู้อะไรก่อน?’ เพื่อจะได้นำส่วนที่คิดไว้นั้นมาใช้วางแผนในการเขียน คิดไปคิดมาครู่หนึ่งก็ได้คำตอบที่แบ่งย่อยมาได้อีก 3 ข้อ คือ

            1.รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยว (เพื่อให้รู้ถึงสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่ควรไป)

            2.ตำแหน่งที่ตั้ง (เพื่อการจัดตารางเวลาในการเดินทางได้ถูก)

            3.ประสบการณ์ของเราในอดีต (เพื่อนำมาใช้เขียนให้เกิดเป็นเรื่องราว)

            เพื่อความไม่ประมาท ผมซื้อหนังสือนำเที่ยวฮ่องกงมาอีก 2 เล่ม คือ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วไปฮ่องกง  ของสำนักพิมพ์ ทิบ ไทย อินเตอร์ บุ๊ค เขียนโดย คุณวิชฎารมณ์ รองศรีแย้ม และ ฮ่องกง เล่มเดียวเที่ยวทั่วเกาะ ของสำนักพิมพ์แบกเป้อ่าน และแบกเป้อ่าน GoOn โดย Kameraman, don’t wanna no, Mr.Dhanakrit เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนในครั้งนี้ด้วย

            ผมนึกถึงคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ของคำตอบในครั้งนี้และจะทำให้ดีที่สุด

            โดยในข้อ 1 และ 2  อาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากในหนังสือ ยอมรับตามจริงว่าการไปในครั้งแรกยังรู้สึกสับสนอยู่ ยังจดจำรายชื่อของสถานที่และตำแหน่งที่ตั้งในการไปครั้งที่แล้วยังไม่ได้ แต่ในข้อย่อยที่ 3 น่าจะเป็นจุดที่ได้เปรียบ ด้วยความที่ได้เคยไปที่นั้นมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ประสบการณ์และความทรงจำที่ดีในครานั้นน่าจะนำมาใช้ประยุกต์ใช้ในการเขียนในครั้งนี้ได้

            ผมเริ่มต้นการเขียนด้วยการ ‘ทุ่มเท’ ความคิดทั้งหมดเพื่อให้ผลงานออกมาดี โดยไม่ลืมว่าเป้าหมายหลักของเราจะต้อง ‘โดดเด่นและแตกต่าง’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สะดุดตากรรมการ  เมื่ออ่านจนจบแล้วจะต้องสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านได้

            เมื่อตกผลึกความคิดทั้งหมดได้ ผมเริ่มต้นคิดด้วยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันใหม่ ไล่จดตั้งแต่สถานที่สำคัญของประเทศที่ควรไป อะไรที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของสถานที่นั้น ๆ รวมทั้งอาหารการกินที่มีชื่อเสียงรอบ ๆ บริเวณนั้นด้วย หนังสือทั้ง 2 เล่มช่วยผมได้มาก โดยคิดเผื่อไปว่า เนื่องจากงานการแข่งขันในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้คนไปเที่ยวในเทศกาลฮ่องกงวินเทอร์ เฟสที่มีการจัดไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้นผมจะบรรจุสถานที่นี้ลงในตารางการเที่ยว 1 วันของเราด้วย เดาเอาว่ากรรมการคงชอบ

            ‘รอบคอบ’ ไว้เผื่อคำตอบนี้อาจเป็นเงื่อนไขของการรับรางวัล

            ทั้งนี้ยังใส่เทคนิคเพิ่มเติมเข้าไปอีก โดย ‘พยายาม’ ที่จะเขียนเรื่องให้ยาวเพื่อสื่อให้ทางกรรมการเห็นถึงความตั้งใจอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการสื่อสาร ‘ทางลับ’ อย่างหนึ่งดังเช่นที่เคยกล่าวมา ไม่เน้นไสยศาสตร์ที่ไม่อาจคาดหวัง แต่ทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถจับต้องได้

            บทเรียนที่ผ่านมาบอกให้ผมรู้ว่า ‘การรับรู้นี้มีอยู่จริง

            ส่วนคำถามในข้อ 2 ถามถึง ‘ช่วงเวลาจัดงานเทศกาลฮ่องกงวินเทอร์ เฟส?’ คำตอบหาได้ง่ายมาก

            เราสามารถค้นหารายเอียดของงานได้จากในโลกไซเบอร์ขนาดใหญ่ โดยใช้ Search Engine อย่าง Google หรือ Yahoo ซึ่งมีคำตอบอยู่ในนั้นอย่างมากมายพร้อมสรรพแล้ว ถ้าเราใช้งานเป็นประจำเราก็จะรู้ถึงพลังในการค้นหาอย่างไม่น่าเชื่อ ผมสามารถหารายละเอียดทั้งหมดที่ไม่มีอยู่ในหนังสือรวมทั้งรายละเอียดการจัดงานได้จากในนั้น โดยแค่พิมพ์คำว่า ‘ฮ่องกงวินเทอร์ เฟส’ และกด Enter

            จากทั้งหมด เวลานี้ผมมีข้อมูลทุกอย่างพร้อมแล้ว

            ผมรวบรวมทั้งหมดบรรจงเขียนเป็นบทความขนาดเกือบ 7 หน้ากระดาษ A4 ได้ชุดหนึ่ง ซึ่งนับเป็นความยาวที่น่าจะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าเพียงการส่งแบบธรรมดาทั่วไป เมื่อคิดแบบใจเขาใจเรา 1-2 หน้าก็คงนับว่าเยอะพอควรแล้ว แต่เพื่อชัยชนะที่เราคาดหวัง เราจะไม่ ‘คิดอะไรตื้น ๆ’ เพื่อแลกกับของรางวัลมูลค่าสูงอย่างนี้อีก ความเหนือชั้นกว่าจะนำมาซึ่งความได้เปรียบ  

            และสิ่งสำคัญสุดท้ายที่ต้องทำก่อนส่งผลงาน ก็คือ เรื่องของความเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อได้บทความที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีแล้ว ผมพิมพ์ข้อความทั้งหมดลงบนกระดาษ A4 แผ่นเรียบ ด้วยความบางของกระดาษไม่กี่แผ่นจึงไม่อาจเย็บเป็นเล่มได้ ผมจึงใช้วิธีเย็บที่มุมกระดาษอย่างดีด้วยความประณีต และจะไม่มีการพับที่มุมกระดาษจนดูเหมือนผ่านการอ่านมาแล้วโดยเด็ดขาด เพื่อสื่อคณะกรรมการรู้สึกได้ถึงความ ‘ความใหม่’  ของผลงาน ด้านความสะอาดสะอ้านยังคงตามสูตรเดิม โดยไม่ลืมที่จะใส่เบอร์โทรและที่อยู่ใต้ผลงานอย่างเคย ใส่ซองปิดแสตมป์และส่งกลับล่วงหน้าก่อนกำหนด

            จะเห็นได้ว่า กว่าที่ผลงานแต่ละชิ้นจะหลุดจากมือเราไปได้นั้น ทุกอย่างต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีศึกใดที่จะชนะโดยปราศจากการวางแผนรบได้  

            และแล้วก็ถึงช่วงเวลาแห่งการรอคอย ผมแอบลุ้นกับผลงานอย่างเชื่อมั่น สองครั้งแล้วที่การส่งชิงรางวัลและมีการติดต่อกลับมาทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ ‘ครั้งนี้ผมก็ต้องทำได้

            ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งในรอบคัดเลือกด้วยถ้าหากมี โดยเฉพาะเรื่องการ ‘สัมภาษณ์’ เหมือนในกรณีของ AXE  ที่อาจเกิดขึ้น ภายหลังจากการศึกษาประเทศฮ่องกงอย่างละเอียด ความรู้ที่ได้น่าจะช่วยในเรื่องของการตอบข้อซักถามได้เป็นอย่างดี ผมพกหนังสือนำเที่ยวทั้ง 2 เล่มนั้นไว้ข้างกายตลอดและคอยเปิดอ่านเมื่อมีเวลา

            ‘ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้จะต้องไม่ซ้ำรอยกับที่ผ่านมา’  ผมสัญญากับตัวเอง

            จากที่อ่านดูรายละเอียด ข้อความเชิญชวนร่วมการแข่งขั้นในครั้งนี้ไม่ได้ระบุว่าจะมี ‘ผู้โชคดีที่จะได้ไปทั้งหมดกี่ท่าน’ หากแต่ระบุไว้ว่า ‘สำหรับ 2 ที่นั่ง’ ดังนั้น การแข่งขันในครั้งนี้น่าจะมีความรุนแรงในระดับหนึ่ง เพราะรางวัลใหญ่ชิ้นนี้อาจจะมีผู้โชคดีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีรางวัลที่ 2 , 3 หรือรางวัลปลอบใจใด ๆ ผลงานที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือก

            1 เดียวจากผู้ส่งบทความเข้าประกวดทั้งหมดจากทั่วประเทศ

            และสิ่งที่ทำให้ใจของผมแทบหยุดเต้นหลังจากนั้นหลายวันก็มาถึง เมื่อโทรศัพท์สายนั้นโทรเข้ามาจริง ๆ น้ำเสียงในสายเป็นผู้หญิงเสียงไพเราะเช่นเคย อาจจะเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทหรือใครสักคนที่มีทักษะการพูดคุยที่ดี

            แต่ครั้งนี้เธอกลับเริ่มต้นทักทายด้วยประโยคแปลก ๆ จนดูเหมือนผมจะตั้งตัวไม่ติด

            “ขอโทษด้วยนะคะ ที่โทรมาช้า

            ผมนึกในใจว่าคำว่า ‘ช้า’ หมายถึงอะไร เพราะผมไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องนั้นเลย การที่ผมรอรับโทรศัพท์ซึ่งไม่แน่ว่าจะมีหรือเปล่าทำให้ผมไม่อาจคาดหวังเรื่องวันเวลาได้ การที่มีโทรศัพท์ดังเข้ามาจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดแล้ว ไม่ได้ช้าแต่อย่างไร   ในขณะที่ผมตอบกลับด้วยความงวยงงพร้อมกับทักทายตามมารยาทแล้ว คำพูดต่อมาของเธอทำเอาผมแทบคลั่ง

            เธอไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่า การตัดสินสิ้นสุดแล้ว ‘คุณคือผู้โชคดีคะ!!’  

            ‘ผู้โชคดี!!’ สั้น ๆ ง่าย ๆ และได้ใจความ

            กำหนดวันไปและเตรียมรับตั๋วได้เลยหรือ ไม่มีการสอบสัมภาษณ์รอบสอง ไม่มีการแข่งขันแย่งชิงอะไรต่อ ทุกอย่างในความหมายของเธอคือสิ้นสุดแล้วอย่างนั้นหรือ เวลานี้ผมยังคงคาใจ

            ‘คุณได้รางวัลนี้ไปคะ’ น้ำเสียงของเธอยังคงดังฉะฉาน เธอรวบรัดตัดตอนอย่างกระชับ

            หลังจากนั้น เธอก็ได้ให้รายละเอียดอย่างรวดเร็วอยู่พักใหญ่น้ำเสียงดูเธออารมณ์ดี ผมฟังเพลินจนมาถึงประโยคสุดท้ายที่ว่า ‘มีอะไรจะซักถามไหมคะ?’ ประโยคสั้น ๆ ที่ช่วยเรียกสติผมกลับคืนมาจากภวังที่คล้ายกับจะฝันไป แม้จะยังตื่นเต้น แต่ด้วยความเร็วไม่แพ้กันผมถามเธอกลับในประโยคเดียวว่า..

            “รบกวนพูดใหม่อีกครั้งได้ไหมครับ?” ผมยังคงรู้สึกอยากได้ยินในสิ่งเหล่านั้นอีกสักครั้ง 

            แม้ที่ผ่านมา ผมจะได้ยินมันเต็มสองรูหูจนพอใจแล้วก็ตาม..

 

 

 
 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดเลย

#1 By HiKURE on 2013-03-15 13:46